BLOGGER TEMPLATES AND TWITTER BACKGROUNDS �

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บทเทศน์เตรียมโปสตูลันต์ ท่าแร่ 3



วันอังคาร ที่  26 พฤษภาคม 2015

เทศน์ 3
ฉันจะทำอย่างไร? (การดำเนินชีวิต)

มีเงื่อนไข 3 ประการ ในการติดตามพระเยซูเจ้า “จงเลิกนึกถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวัน และติดตามเรา” ( ลก 9:23)

จงเลิกนึกถึงตนเอง หมายความว่า การปฏิเสธแผนการของตนเอง เพื่อที่จะยอมรับแผนการของพระเจ้า สิ่งนี้เป็นหนทางแห่งการกลับใจ ซึ่งจำเป็นต่อชีวิตคริสตชน และทำให้นักบุญเปาโลกล่าวออกมาได้ว่า “มิใช่ข้าพเจ้าที่มีชีวิต แต่เป็นพระคริสต์ที่ทรงชีวิตในข้าพเจ้า” (กท 2:20)
พระเยซูเจ้ามิได้ขอให้ปฏิเสธที่จะมีชีวิต แต่ให้ยอมรับชีวิตใหม่ ซึ่งพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่ทรงให้ได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่เลือกติดตามพระคริสต์ต้องปฏิเสธการยึดตัวเองเป็นหลักในการวัดทุกสิ่ง เขาจะมองชีวิตว่าเป็นพระพรและการให้เปล่า  ไม่ใช่เป็นการเอาชนะและการครอบครอง  ชีวิตที่แท้จริงนั้นแสดงออกโดยการให้ตนเอง ซึ่งเป็นผลจากพระหรรษทานของพระคริสต์ เป็นชีวิตที่อิสระและเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ (เทียบ Gaudium et spes, 24)

หากการติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้ากลายเป็นคุณค่าสูงสุดแล้ว  คุณค่าอื่นๆ ก็ต้องด้อยค่าลงไป

จงแบกไม้กางเขนของตนทุกวัน เมื่อกางเขนถูกลดค่าลงเหลือเป็นแค่เครื่องประทับ การแบกกางเขนก็อาจจะกลายเป็นแค่วิธีพูดเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม ในคำสั่งสอนของพระเยซู พระวาจาประโยคนี้ไม่ได้เน้นเรื่องการพลีกรรมหรือการปฏิเสธเป็นอันดับแรก ทั้งมิได้หมายถึงความจำเป็นที่จะทนรับอุปสรรคปัญหาทั้งน้อยใหญ่ในชีวิตอย่างพากเพียรอดทนเป็นอันดับแรก   ยิ่งกว่านั้น พระวาจานี้มิได้ยกย่อความเจ็บปวดว่าเป็นหนทางที่พอพระทัยพระเจ้า  คริสตชนมิได้แสวงหาความทุกข์ทรมานเพื่อจะทุกข์ทรมาน แต่แสวงหาความรัก การยอมรับแบกกางเขนเป็นเครื่องหมายของความรักและการเสียสละตนเองอย่างสิ้นเชิง การแบกกางเขนติดตามพระคริสต์หมายถึง การร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ และด้วยเหตุนี้ จึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เราไม่อาจพูดถึงกางเขนได้ โดยปราศจากการใคร่ครวญถึงความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรา เพราะเหตุว่าพระองค์ปรารถนาที่จะประทานแต่สิ่งที่ดีๆ ให้เรา  ในคำเชื้อเชิญของพระองค์ให้ “ติดตามเรา” นั้น พระองค์ได้ย้ำแก่สานุศิษย์ไม่เฉพาะแต่เพียงให้ยึดพระองค์เป็นแบบอย่างเท่านั้น แต่ให้แบ่งปันชีวิตและการตัดสินใจเลือกของพระองค์  และให้ใช้ชีวิตของเราพร้อมกับพระองค์ด้วยความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนพี่น้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ พระคริสต์ทรงเปิด “หนทางแห่งชีวิต” ไว้เบื้องหน้าเรา ซึ่งน่าเสียดายที่หนทางนี้มักจะถูกคุกคามด้วย “หนทางแห่งความตาย” อยู่เสมอๆ บาปเป็นหนทางที่แยกมนุษย์ออกจากพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ โดยก่อให้เกิดความแตกแยกและทำลายสังคมจากภายใน

ติดตามเรา ต้นแบบชีวิตคือ พระคริสตเจ้า รูปแบบชีวิตคือ พระคริสตเจ้า ผู้ที่เรากำลังติดตามคือ พระคริสตเจ้า นี่คือ รากแก้ว นี่คือ เสาเอก นี่คือ เสาหลักของชีวิตของเรา “มิใช่ข้าพเจ้าที่มีชีวิต แต่เป็นพระคริสต์ที่ทรงชีวิตในข้าพเจ้า” (กท 2:20)

การติดตาม หมายถึง การเลียนแบบชีวิต เพื่อให้เป็นหนึ่งเดียวกัน มิใช่เพื่อเลียนแบบ แต่เพื่อให้เป็นชีวิต

คุณธรรมความนบนอบ
สิ่งที่ต้องปฏิญาณตน คือ ความบริสุทธิ์(virginity) ความยากจน(poverty) และความนอบน้อมเชื่อฟัง(obedience) แต่เมื่อเราจะเป็น “ผู้ถวายตน” สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ การฝึกฝนคุณธรรมที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิต สิ่งที่ทำให้เราเข้มแข็ง ก็คือ เราจะต้องฝึกฝน “ความนบนอบ”
            ความนบนอบ เป็นคุณธรรมและฤทธิ์กุศลที่เด่นชันที่สุดที่เราจะต้องฝึกให้ได้ เพราะเป็นเสมือนการทลายใจตนเอง ละลายน้ำใจของตนเองเพื่อให้เกิดผล เพื่อให้เกิดความดีงาม
ในพระคัมภีร์
คำว่า นบนอบ ไม่มีบันทึก
คำว่า เชื่อฟัง มี 149 ข้อ
คำว่า ไม่เชื่อฟัง มี 53 ข้อ
คำว่า ปฏิบัติตามพระประสงค์ มี 16 ข้อ
สรุปแล้ว เราจะเห็นว่า การเชื่อฟัง สำคัญมาก ที่เราจะต้องเอาใจใส่และตระหนักอยู่เสมอ
 “พระเยซูเจ้า” แบบอย่างของความนบนอบจนถึงที่สุด   
1.    
  พระเยซูเจ้าดำเนินชีวิตในความนบนอบเชื่อฟังพระบิดาเจ้าสมบูรณ์ที่สุด
a.      พระเยซูเจ้าทรงซื่อสัตย์ต่อพระบิดาเจ้าด้วยการนบนอบเชื่อฟัง ศูนย์กลางชีวิตและงานทั้งหมด ทั้งหลายทั้งปวงของพระเยซูเจ้าคือ การเชื่อฟังพระบิดาเจ้า “ข้าพเจ้ามาเพื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์” (ฮบ 10:7)
b.      “โลกจะต้องรู้ว่าเรารักพระบิดา และรู้ว่าพระบิดาทรงบัญชาให้เราทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น” (ยน 14:30) ชีวิตของพระองค์ Focus ไปที่พระบิดาเจ้าเท่านั้น
c.      ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเยซูเจ้าทำในชีวิตของพระองค์บนแผ่นดินนี้ ก็เพื่อให้สำเร็จไปตามพระคัมภีร์ที่ได้กล่าวไว้ นั่นคือ พระเจ้าตรัสผ่านทางพันธสัญญาเดิมถึงความเชื่อฟังของพระคริสตเจ้าอย่างสมบูรณ์ที่สุด “เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อพระดำรัสที่ตรัสทางประกาศกจะได้เป็นความจริง” (มธ 21:4) มากกว่า 10 ครั้งด้วยซ้ำไปที่ได้กล่าวไว้เช่นนี้

การเชื่อฟังของพระเยซูเจ้านำประโยชน์มาสู่ผู้มีความเชื่อ
a.       พระคัมภีร์บอกเราอย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมเชื่อฟัง เพื่อว่าจะองค์จะทรงเป็นพี่ชายคนโต และสมณสูงสุด “ถึงแม้ว่า​พระ​เยซู​เจ้า​ทรง​เป็น​พระ​บุตร​ ก็​ยัง​ทรง​เรียนรู้​ที่​จะ​นอบน้อม​เชื่อฟัง​โดย​การ​รับ​ทรมาน” (ฮบ 5:8) และพระองค์จะทำให้ความปรารถนาของเราสมบูรณ์

ความนอบน้อมเชื่อฟังสูงสุดของพระเยซูเจ้าก็คือ ความตาย
a.      บนไม้กางเขน เป็นความนบนอบจนถึงที่สุด  “ทรง​รับ​สภาพ​ดุจ​ทาสเป็น​มนุษย์​ดุจ​เรา ทรง​แสดง​พระ​องค์​ใน​ธรรม​ชาติ​มนุษย์ ทรง​ถ่อม​พระ​องค์​จนถึง​กับ​ทรง​ยอมรับ​แม้​ความ​ตาย เป็น​ความ​ตาย​บน​ไม้กาง​เขน” (ฟป 2:8)  

ความนอบน้อมเชื่อฟังนำชีวิตนิรันดรมาให้เรา แสดงออกในคำภาวนาของพระเยซูเจ้าที่สวนเกทเสมณี ที่ความตายอยู่ต่อหน้าพระองค์ แต่เพื่อช่วยทุกคน พระเยซูเจ้าภาวนาต่อพระบิดาว่า “พระ​บิดา​เจ้าข้า ถ้า​พระ​องค์​มี​พระ​ประสงค์ โปรด​ทรง​นำ​ถ้วย​นี้​ไป​จาก​ข้าพ​เจ้า​เถิด แต่​อย่า​ให้​เป็น​ไป​ตามใจ​ข้าพ​เจ้า ให้​เป็น​ไป​ตาม​พระ​ประสงค์​ของ​พระ​องค์​เถิด” (ลก 22:42)

ทำไมการนอบน้อมเชื่อฟังต่อพระเจ้าจึงสำคัญมาก

การนอบน้อมเชื่อฟังเป็นการพิสูจน์ความรักของเราต่อพระเจ้า (1ยน 5:2-3)  แสดงออกถึงความซื่อสัตย์ของเราต่อพระองค์ (1ยน 2:3-6) ทำให้พระองค์ได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในโลกนี้ (1ปต 2:12)  และเป็นหนทางที่ทำให้เราได้รับพระพรจากพระเจ้า (ยน 13:17)
ความนบนอบเชื่อฟัง เป็นเหมือนหน้าที่ที่ต้องนบนอบต่อคำสั่ง ข้อกำหนด คำแนะนำ
ความสำคัญของความนบนอบเชื่อฟังที่แท้จริงเป็นเรื่องของจิตตารมณ์ (spirit) ไม่ใช่ (Act of obedience) กิจการ/สิ่งที่เราทำ ชาวฟาริสีเน้นที่การกระทำตามกฎ จนกลายเป็นว่า ตนเองกระทำเพื่อตนเอง ทำตามกฎเพื่อตนเองจะได้รับความเคารพนับถือจากคนอื่น และจะได้เมืองสวรรค์ “สวรรค์” สำหรับชาวฟาริสีก็คือ รางวัลจากการกระทำความดี ความเชื่อฟังไม่ใช่ตัวอักษรตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ  สำหรับพระเจ้า ความเชื่อฟังมาจากหัวใจ อิสระ และเต็มใจ นั่นคือ ความรัก
ความนบนอบเชื่อฟัง หรือการปฏิบัติตามพระประสงค์ ยิ่งใหญ่กว่าเครื่องบูชาใดใดทั้งสิ้น เครื่องบูชาประกอบด้วยผลไม้ ธูปเทียน สัตว์ เงิน ฯลฯ แต่เวลาที่เรานบนอบเชื่อฟังนั้น เราเสียสละตัวอง น้ำใจ และความจองหอง และกลายเป็นเครื่องบูชา (พระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์เหวียน วัน ถ่วน)
โลกอาจมองเรื่องความนบนอบว่า เป็นเรื่องโง่เขลา แต่สำหรับเรา เป็นคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ เพราะความนบนอบเป็นการเปิดโอกาสให้มีการริเริ่ม  การแสวงหาความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่กว่า  ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้มีการฟังอย่างตั้งใจ ให้ยอมรับคำแนะนำ และการปฏิบัติตามอย่างตั้งใจ
การยอมจำนน หมายถึง การยอมทำตามเพราะว่าหาทางสู้ไม่ได้ ขัดขืนไม่ได้ ขาดอิสรภาพ ไม่มีน้ำใจอิสระ ถูกบังคับในลักษณะที่ไม่สามารถต่อสู้หรือเอาชนะได้เลย แต่มีท่าทีที่ว่า สักวันหนึ่งเมื่อมีอำนาจก็จะเอาคืนทุกสิ่งที่ได้ยอมจำนนนั้น 
แต่ความนบนอบ เป็นการยินยอมด้วยน้ำใจอิสระ ไม่ได้ถูกบังคับ ด้วยการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ เต็มใจทำในสิ่งที่ขัดใจของตนเอง ยินดีที่จะทำแม้จะฝืนน้ำใจของตนเอง เพราะมีคุณค่าที่ซ่อนอยู่ คือ ความรักต่อพระเจ้า
ผลของความนบนอบก็คือ ความสุขและอิ่มเอิบใจ จากการหักหาญน้ำใจของตนเองได้ จากการสามารถรักพระเจ้าได้ จากการทำตามน้ำใจของคนอื่นได้  แต่ผลของการยอมจำนน คือ การเคียดแค้น การหวาดระแวง กังวลใจและทุกข์ใจ สรุปคือ ไม่มีความสุขในชีวิต นั่นเอง
เรื่องเล่า มีนักเขียนคนหนึ่ง ได้เขียนว่า ฉันได้พบกับคนที่ชื่อ Ruby free เธอเป็นคนเก่ง ฉันพบเธอเมื่อตอนไปเที่ยวแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ เธอเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมาก เป็นนักฟังที่ดี เป็นนักจัดการ เป็นนักแก้ไขปัญหา เป็นคุณแม่ของลูกสองคน เธอทำงานโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่เคยแสดงอากับกริยาอะไรออกมา เมื่อเผชิญกับปัญหาเธอก็นิ่งและสามารถจัดการได้ วันหนึ่งฉันอยากรู้ความลับของเธอจึงไปที่บ้านของเธอ และพบความลับของเธอ ที่เขียนไว้บนผนังที่อ่างล้างจานของเธอ อ่านว่า “ค่ะ พระเจ้า”  “Yes. My God”

ตอบ “ค่ะ” เสมอ ทั้งกับพระเจ้า และกับเพื่อนพี่น้อง..นั่นแหละความนบนอบ

พระเยซูเจ้านบนอบเชื่อฟังต่อพระบิดาเจ้าจนสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนและทรงกลับคืนพระชนมชีพ..เวลาที่เรานบนอบต่อผู้ใหญ่ หรือเวลาที่เราทำตามใจคนอื่นในสิ่งที่ดีงาม ในการฝืนใจทำ ในการขัดใจตนเอง ในการไม่อยากทำ นั่นเรากำลังเผชิญหน้ากับคามยากลำบากใจ เหมือนพระเยซูเจ้า นั่นเรากำลังจะไปตายเหมือนกับพระองค์ เมื่อเราลงมือทำ แม้จะขัดใจ เรากำลังตายต่อตัวเอง ผลของมันก็คือ การมีชีวิตใหม่ ความสุข และความชื่นชมยินดี
องค์ประกอบของความนบนอบที่สมบูรณ์ ก็คือ น้ำใจอิสระ และ ความรัก

บรรดานักบุญกับความนบนอบเชื่อฟัง

ฉันรู้ว่าพลังของการเชื่อฟังทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่ง่าย ๆ
--Saint เทเรซา
มันไม่ยากที่จะนบนอบเมื่อเรารักคนหนึ่งที่เราเชื่อฟังเขา
--Saint อิกญาซีโอ
โดยไม่ต้องสงสัยว่าการนบนอบเชื่อฟังเป็นรางวัลมากกว่าการลงโทษ
--St แคทเธอรีแห่งโบโลญา
"พลังของการเชื่อฟัง! ทะเลสาบ Gennesareth ปลาได้ปฏิเสธที่อวนของน.เปโตร ตลอดทั้งคืนเป็นความว่างเปล่า จากนั้น ด้วยความเชื่อฟัง เขาหย่อนอวนลงอีกครั้ง และเขาไม่สามารถนับจำนวนปลาได้ จงเชื่อเถิดว่า มีอัศจรรย์เกิดขึ้นทุกวันในชีวิตของเรา"
--St Josemaria Escriva
"ฉันมักจะคิดว่า ฉันไม่รู้ว่าจะทำตามกฎพระวินัยได้นานเท่าไร (แต่) พระเจ้าบอกฉันว่า: '. ลูกสาวความเชื่อฟังจะสร้างความเข้มแข็งให้"
--St เทเรซาแห่งอาวีลา
"ในแต่ละโอกาส ข้าพเจ้ากล่าวว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอให้พระประสงค์จงสำเร็จไป ไม่ใช่สิ่งนี้ หรือ สิ่งนั้นที่คนหนึ่งต้องการ แต่ในสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย” นี่คือความเข้มแข็งของข้าพเจ้า นี่คือศิลาที่แข็งแกร่งที่ส่งเสริมและให้กำลังใจข้าพเจ้า
--St จอห์น Chrysostom
"ปีศาจไม่กลัวความเข้มงวด แต่กลัวความนบนอบเชื่อฟังที่ศักดิ์สิทธิ์."
- นักบุญฟรังซิส เดอ ซาล
ไม่มีใครคนอื่นได้ นอกจากเขาจะได้เรียนรู้ว่าต้องนบนอบอย่างไร?
--Imitation ของพระเยซูคริสต์
ลูกสาวของฉัน จงรู้ว่า สิ่งที่ทำให้เราได้รับสิริรุ่งโรจนั้นมาจากการที่ลูกนบนอบเชื่อฟัง ไม่ใช่มาจากการสวดภาวนาทีเป็นเวลาที่ยาวนาน”
--St Faustina พระเจ้าเมตตาในจิตวิญญาณของฉัน
อย่าเข้าไปในความท้อแท้/ความหมดหวัง หากคุณกำลังท้อแท้หรือหมดหวังแสดงเห็นว่า คุณหยิ่งจองหอง เพราะคุณไว้ใจในความสามารถของตนเอง จงนบนอบต่อความจริง นอบนอบด้วยความถ่อมตน ใจของคุณจะสงบ
- พระแม่เทเรซาแห่งกัลกาต้า
"การเชื่อฟังเป็นภาพแสดงของความสมบูรณ์แบบ ใครที่ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การเชื่อฟังคำสั่ง ถ้าพวกเขาอยากที่จะก้าวหน้าในรูปแบบของพระเจ้า เขาจะต้องสละน้ำใจของตัวเองเสมอ และมอบทุกอย่างไว้ในมือของผู้ดูแลเขา
และถ้าใครที่ไม่ได้ดำเนินชีวิตอยู่ภายใต้การเชื่อฟังคำสั่ง ก็เท่ากับว่า เขาปิดตัวเองที่จะมุ่งไปสู่ความครบครัน กับดักของปีศาจก็คือ การยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เขาจะไม่มีความปลอดภัยในชีวิต

 --Saint ฟิลิปเนรี

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บทเทศน์เตรียมโปสตูลันต์ ท่าแร่ 2


เทศน์ 2

ฉันจะเป็นใคร?
คำตอบ คือ ผู้ถวายตนแด่พระเจ้า การที่เราจะถวายตนแด่พระเจ้า ในการดำเนินชีวิตในหนทางของพระเยซูเจ้า ดังนี้เราก็ต้องรู้ว่าพระองค์เป็นใคร เพื่อจะได้ติดตามพระองค์

เป้าหมายชัด  การดำเนินชีวิตก็ชัด

1.     เวลาที่ต้องการกินมะม่วง เราไปที่ต้น มองเห็นลูกที่ต้องการ ไปหาไม้มาสอย หากสอยได้ลูกข้าง ๆ ที่เล็ก และดิบ อีกทั้งเราไม่ต้องการ เราก็รู้สึกผิดหวัง แต่ถ้าเรามอง เล็งมะม่วงลูกนี้ที่กำลังจะสุก ไม้ของเราก็ตรงเป้าหมาย ผลที่ได้ก็คือ ความสุข
2.      เวลาขับรถ กระจกสำคัญมากในหน้าที่แต่ละเวลาของมัน เช่น กระจกหน้า มีหน้าที่ไว้กันลม กันแสง กระจกส่องหลัง เอาไว้มองดูด้านหลัง กระจกส่องข้างซ้าย-ขาว เอาไว้มองดูด้านหลัง เวลาถอย  กระจกหน้าจะมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ที่ปัดน้ำฝน ในเวลาปกติ แดดออก เราไม่ใช้ และดูเหมือนไม่มีประโยชน์ แต่ในเวลาที่ฝนตก สิ่งนี้จำเป็นไม่น้อยกว่าสิ่งอื่น เพื่อจะปัดน้ำฝน เพื่อจะได้มองเห็นทาง หากมันไม่ทำงาน อันตรายเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

พระเยซูเจ้าเป็นใคร? (เป้าหมายชีวิต)

พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพ  (อสย 9:6;7:14;40:3) (มธ 1:23) (ยน 1:23) (ฟป 2:9-11)
พระองค์ทรงเป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้าที่มองไม่เห็น (ฮบ 1:3) (2คร 4:4)
พระเยซูเจ้าเสด็จมาเพื่อช่วยเราให้รอดพ้นจากบาป  (มธ 1:21) (ยน 1:29; 3:17) (1ยน 1:7)
พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า (มธ 1:18; 3:17) (ยน 3:16;14:28) (รม 1:4)

ในพระวรสารทั้ง 3 ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนกับเรา

“พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (มธ 16:16)
“พระองค์คือพระคริสตเจ้า” (มก 8:29)
“พระองค์คือพระคริสต์ของพระเจ้า” (ลก 9:20)

นี่คือ คำตอบที่ต้องเด่นชัดในชีวิตของเรา นี่คือสิ่งที่ต้องฝังในจิตใจ หรือชีวิตของเรา เราจะถวายตนแด่พระองค์ คำตอบของเราจะต้องเป็นคำตอบเดียวที่ตรงกับเอกลักษณ์และความเป็นจริงของพระเยซูเจ้ามากที่สุด เมื่อเรายึดมั่นในคำตอบนี้แล้ว ให้เราตระหนักว่า เรากำลังติดตามพระเจ้า พระบุตรของพระเจ้า เรากำลังจะถวายตนแด่พระเจ้าทั้งครบ
พระเยซูเจ้าทรงทำอะไรกับฉัน (เรียกและมอบภารกิจ)
พระองค์ทรงเรียกเรา จุดกำเนิดของการติดตามพระเยซูเจ้า หรือจะถวายตนแด่พระเจ้า ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะเราอยากจะเป็น อยากจะเข้าอาราม แล้วเราก็จะได้สิ่งนั้น เปล่าเลย จุดกำเนิดของกระแสเรียกมาจากพระเจ้า พระเยซูเจ้าทรงเรียกเรา ผ่านทางวิธีการต่าง ๆ ของโลก หรือ สภาพแวดล้อมที่เราอยู่
จุดเริ่มต้นมาจากพระเจ้าเสมอ และไม่ใช่ความบังเอิญใดใดทั้งสิ้น เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่พระองค์เรียกเราให้เข้ามามีส่วนในชีวิตและพันธกิจของพระองค์
สำหรับเรา ที่ทำได้ก็คือ การพร้อมที่จะตอบรับต่อการเรียกของพระองค์ พร้อมที่จะให้เป็นไปกับชีวิตของเราในแบบของเรา ให้พระเจ้าทำงานในชีวิตของเรา

การเรียกอับราม ในหนังสือปฐมกาลบทที่ 12 เริ่มต้นด้วยการที่พระเจ้าทรงเรียกอับราม เริ่มต้นด้วยพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้า “จงออกจากแผ่นดินของท่าน จากญาติพี่น้อง จากบ้านของบิดา ไปยังแผ่นดินที่เราจะชี้ให้ท่าน เราจะทำให้ท่านเป็นชนชาติใหญ่ จะอวยพรท่าน จะทำให้ท่านมีชื่อเสียงเลื่องลือ ท่านจะนำพระพรมาให้ผู้อื่น” (ปฐก 12:1-2) อับรามก็เชื่อฟัง และออกเดินทาง โดยไม่ได้โต้แย้ง หรือ สงสัยแต่ประการใด

การเรียกซามูเอล เมื่อพระเจ้าเรียกซามูเอล ท่านไม่เข้าใจ ไม่รู้ วิ่งไปหาผู้เฒ่าเอลี ถึง 3 ครั้ง และเอลีก็ได้แนะนำ แล้วซามูเอลก็ตอบพระเจ้าว่า “ตรัสมาเถิด ผู้รับใช้ของพระองค์กำลังฟังอยู่” (1ซมอ 3:10) นี่คือ การพร้อมที่จะตอบรับต่อเสียงเรียกของพระเจ้า แม้จะยังไม่เข้าใจ และรู้ว่า ภารกิจที่พระเจ้าจะทรงมอบให้นั้น คืออะไรก็ตาม “ผู้รับใช้กำลังฟังอย่”
“จงตามเรามาเถิด” (มธ 9:9) หลายคนได้ยินเสียงเรียก แต่ไม่สามารถตอบรับได้ พระเยซูเจ้าทรงเรียกเราทุกคนให้เข้ามาเป็นศิษย์ แต่มีบางคนเท่านั้นที่จะกล้า..และตอบรับต่อการเรียก

ชีวิตผู้ถวายตน

จดหมายพระสันตะปาปาฟรังซิส (ปีนักบวช 30 พ.ย.2014 – 2 ก.พ. 2016)

จุดประสงค์
1.      มองดูประวัติศาสตร์ของคณะ/จุดเริ่มตนของคณะ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของคณะ
2.      พระวินัยสูงสุดคือพระวรสาร ส่วนกฎเกณฑ์อื่นๆ เป็นการแสดงออกถึงพระวรสาร
3.      ให้เราโอบกอดอนาคตด้วยความหวัง (เป็นความหวังสำหรับคนอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญกับความลำบาก)

ความคาดหวัง
1.      “ที่ใดมีนักบวช ที่นั่นย่อมมีความชื่นชมยินดี” ขอให้สิ่งนี้เป็นจริง
2.      “การปลุกโลกให้ตื่นขึ้น” ด้วยการเป็นประกาศกที่มีชีวิต การเป็นประจักษ์พยานบนแผ่นดินนี้ถึงพระเยซูเจ้า
3.      “นักบวชเป็นผู้เชี่ยวชาญความเป็นหนึ่งเดียวกัน” จิตตารมณ์นี้จะต้องเป็นจริง (อย่าวิพากษ์วิจารณ์ การพูดจาไร้สาระ ความอิจฉาริษยา และการเป็นศัตรูกัน)
4.      “การออกจากตนเอง เพื่อไปยังชายขอบของสังคม” จงออกไปโดยไม่เหน็ดเหนื่อย
นี่คือ ความท้าทายในยุคปัจจุบันนี้ ในเรื่องชีวิตของนักบวช หรือ ผู้ถวายตนแด่พระเจ้า ชีวิตนี้ไม่ใช่เรื่อง่าย ที่จะต้องก้าวหรือดำเนินไป
สิ่งสำคัญสำหรับเราก็คือ การตัดสินใจ ด้วยอิสรภาพ และน้ำใจอิสระ

จิตตารมณ์ของคณะ
พระคุณเจ้าลัมแบรต์ เดอ ลาม็อต
จุดเริ่มต้น ข้าพเจ้าชอบชื่อ “ผู้รักไม้กางเขน” ปรารถนาจะให้มีกลุ่มคนชื่นชอบเหมือนข้าพเจ้า”
จิตตารมณ์ใหม่แห่งไม้กางเขน ก็คือ ให้รับการทดลอง และทรมาน ด้วยความรักต่อพระคริสตเจ้า นั่นคือ การยอมรับความล้มเหลวในชีวิตมนุษย์ การพลีกรรม และความสำนึกในพระสรรพานุภาพของพระเจ้า (ต่อสู้กับการแสวงหาเกียรติ การฉวยโอกาส และผลประโยชน์)

ชีวิตจิต ข้าพเจ้าไม่ได้แสวงหาสิ่งอื่นใด นอกจากพระสิริมงคลของพระเยซูคริสตเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย (จม.ถึงเลขานุการสมณกระทรวงความเชื่อ Propaganda fidei) 


บทเทศน์เตรียมโปสตูลันต์ ท่าแร่





วันที่ 25 พฤษภาคม 2015

การรู้จักตนเอง
บทนำ
ความหมายของการเข้าเงียบ
-          นักบุญอิกญาซีโอ กล่าวว่า “การเข้าเงียบ คือ การเตรียมใจให้สงบ  รอคอยพระเจ้า ที่จะผ่านมาหา พอพระองค์เคาะประตู เราจะได้เปิดรับพระองค์ได้ทันที  ต่อจากนั้นเราและพระองค์จะได้อยู่ด้วยกันเป็นการส่วนตัว
-          นักบุญออกัสติน กล่าวว่า “โอกาสเข้าเงียบเป็นโอกาสพิเศษ เป็นโอกาสประเสริฐ ที่จะได้พบกับพระเจ้าตัวต่อตัว อย่างโมเสสบนภูเขา”
-          สำหรับคุณพ่อ คิดว่า “การเข้าเงียบเป็นช่วงเวลาที่เราหยุด และหันมามองตัวเอง ในความสัมพันธ์กับพระเจ้า ในความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ ในความสัมพันธ์กับธรรมชาติ  เพราะบ่อย ๆ ครั้งเราทำหลายต่อหลายสิ่ง จนลืมที่จะหยุดคิด หยุดทำ หยุดมอง  หากเราไม่มีเวลาหยุด เราก็จะเป็นเหมือนกับเครื่องจักร ที่ทำไปตามความเคยชิน เป็นกิจวัตรประจำวัน เป็นเหมือนหุ่นยนต์ 
o   เวลาเราสวดภาวนา เรารู้ไหมว่า ปากของเราขยับ ลิ้นของเราเคลื่อนไหว เสียงของเราออกจากลำคอ
o   เวลาเราเดินสวนทางกับเพื่อน เราเห็นรอยยิ้ม เราเห็นความทุกข์ เราเห็นความสุข เราเห็นเหนื่อยไหม
o   เวลาที่เราก้าวขึ้นบันได เราเคยนับไหมว่า บันไดมีกี่ขั้น
o   เวลาเราดื่มน้ำ เรารู้สึกไหมว่า น้ำไหลผ่านลำคอของเรา
o   เวลาเรามองดู เราเห็นสิ่งที่อยู่ข้าง ๆ สายตาเราบ้างไหม
-          ดังนั้น เราจึงต้องหยุด นิ่ง สงบ ทั้งกาย และจิตใจ มองดูความสัมพันธ์กับพระเจ้า กับเพื่อน ๆ และกับธรรมชาติ
o   กับพระเจ้า ผ่านทางการภาวนา การอ่านพระคัมภีร์ การรำพึงพระวาจา Lectio divina
o   กับเพื่อน ผ่านทางรอยยิ้ม เคียงข้าง
o   กับธรรมชาติ ผ่านทางการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน กำจัดวัชพืช
-          นิ่ง ใจ ขยับกาย เพื่อมองดูใจ และความคิด
-          นิ่งใจ นิ่งกาย เพื่อจะได้พบปะกับพระเจ้า

เนื้อหา
ก่อนที่เราจะเป็นอะไร? สิ่งสำคัญก็คือ การรู้จักตัวเอง ไม่ว่าเราจะเป็นพระสงฆ์ เป็นนักบวช เป็นมิสชันนารี เป็นฆราวาสแพร่ธรรม พื้นฐานที่สุดก็คือ การรู้ว่า เราเป็นใคร เราเป็นอะไร ยิ่งรู้จักตัวเองมาก ยิ่งทำให้เราจะเป็นสิ่งใดนั้นยิ่งมีความหมายและมีคุณค่า เราจะเป็นผู้ถวายตัวใช่ไหม? เวลานี้เราเป็นอะไร เราเป็นใคร? ต้องรู้จักตัวเอง

คุณพ่อเป็นใคร? (ผู้เทศน์)
ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวเองก่อน คุณพ่อชื่อ คุณพ่อวิโรจน์ โพธิ์สว่าง (พ่อหน่อง) เกิดที่บ้านนามน จ.นครพนม บวชเมื่อปี 2005 โดยพระคุณเจ้ายอด พิมพิสาร พร้อมกับคุณพ่อชัยวิชิต  บรรเทา จากนั้นก็เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสที่อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ 1 ปี 6 เดือน จากนั้นปี 2007 ก็ได้ไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนาคำ กับ นาทัน เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน  ปี 2009 เดินทางไปเรียนต่อที่กรุงโรม อิตาลี วิชา เทววิทยาการแต่งงานและครอบครัว เป็นเวลา 2 ปี และในปี 2011 ก็กลับมาประจำที่บ้านเณรฟาติมา ท่าแร่ ในฐานะรองอธิการ 2 ปี และก็ได้เป็นอธิการ ปีนี้ก็เป็นปีที่ 3 แล้ว
เป็นคนแบบนี้ ส่วนหนึ่ง นิสัยใจคอ เป็นคนซื่อๆ (บื่อๆ)  เรียบ ๆ ง่าย ๆ จริงจัง ตรงไปตรงมา พูดขวานผ่าซาก จริงใจต่อสิ่งที่เป็น และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำ เป็นต้น

ฉันเป็นใคร
การที่เราจะเป็นอะไรในอนาคต สิ่งสำคัญเราต้องรู้ว่า เราเป็นใคร? เป้าหมายของหนูคือ การเป็นซิสเตอร์ ถวายตนแด่พระเจ้า เป้าหมายของหนูคือ การเป็นผู้รับใช้พระเจ้า เป้าหมายของหนูคือ ผู้รับใช้ทุกคน   การเป็นอยู่ในปัจจุบันกับเป้าหมายจะต้องสอดคล้องกัน เช่นเดียวกับเม็ดมะม่วง  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มันก็ต้องเป็นต้นมะม่วง และออกผลเป็นมะม่วง เมื่อเรามองมะม่วงในมือของเรา เราก็เห็นต้นมะม่วงว่ามีลักษณะอย่างไร?  เราก็เห็นว่าเมื่อออกดอก ออกผลมันก็จะเป็นแบบนี้ที่อยู่ในมือของเรา
ดังนั้น ปัจจุบัน กับ อนาคตจะต้องสอดคล้องกัน ชีวิตของเราในปัจจุบัน กับชีวิตที่เราจะเป็นในอนาคตจะต้องสอดคล้องกัน หนูจะเป็นซิสเตอร์ แต่หนูก็ดำเนินชีวิตตามใจของหนู อยากกินอะไรก็กิน อยากนอนตอนไหนก็ทำ อยากคุยกับใครก็คุย เป็นต้น ชีวิตที่ถูกต้องก็คือ ชีวิตหนูเตรียมตัว ฝึกฝน และบังคับใจ ดำเนินชีวิตเป็นเสมือนการเป็นซิสเตอร์ในเวลานี้

บุคคลในพระคัมภีร์
1.      โมเสส  
a.      ต่อหน้าพุ่มไม้ที่ลุกเป็นไฟ และเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้า โมเสสยกมือขึ้นปิดหน้า ไม่กล้ามองดูพระเจ้า (อพย 3:6) เมื่อโมเสสเห็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์
b.      เมื่อพระจ้ามอบภารกิจให้ว่าจะส่งโมเสสไปหากษัตริย์ฟาโรห์ โมเสสทูลพระเจ้าว่า “ข้าพเจ้าเป็นผู้ใดที่จะไปเฝ้ากษัตริย์ฟาโรห์ และนำชาวอิสราเอลออกจากอียิปต์” (อพย 3:11)
c.       โมเสสทูลตอบว่า “ชาวอิสราเอลไม่เชื่อข้าพเจ้า จะไม่ฟังถ้อยคำของข้าพเจ้า” (อพย 4:1) พระเจ้าแสดงการอัศจรรย์ให้เห็น และโมเสสจะทำได้เช่นเดียวกัน
d.      “ข้าพเจ้าพูดไม่คล่องทั้งในอดีตและตั้งแต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้า ผู้รับใช้ของพระองค์แล้ว ข้าพเจ้าก็ยังพูดไม่คล่อง ทั้งพูดช้าและตะกุตะกัก” (อพย 4:10)  พระเจ้าก็บอกว่า เราจะให้คนไปช่วย คือ อาโรน
e.      “ขอทรงอภัยข้าพเจ้าด้วยเถิด พระเจ้าข้า โปรดส่งผู้อื่นไปเถิด” (อพย 4:13) พระเจ้าโมโห เอาไม้เท้านี่ไป เพื่อใช้ทำเครื่องหมายอัศจรรย์
สรุป  โมเสสรู้ว่าตัวเอง เป็นคนธรรมดา ต่ำต้อย ไม่มีความสามารถอะไร เช่น พูดก็ไม่ค่อยจะเก่ง พูดไม่คล่อง (3 ครั้ง อพย 4:10,6:12,30) ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะได้ มองดูตัวเองกับงานที่จะได้ทำ สิ่งที่ตัวเองจะเป็นผู้นำแล้ว มันเป็นไปไม่ได้ (พูดไม่เก่ง แล้วจะให้เป็นผู้นำคนจำนวนมาก หรือต้องพูดกับคนเยอะๆ มันตรงกันข้ามกันจริงๆ) แม้จะมีคนช่วยทั้งพระเจ้า ทั้งพี่ชาย แต่โมเสสก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะสม ไม่กล้า เพราะตัวเองก็เป็นแบบนี้ คงเป็นไปไม่ได้

สิ่งสำคัญคือ โมเสสไม่ทิ้งภารกิจ หรือ งานของพระเจ้า แม้ตนเองจะมีจุดอ่อน จุดบกพร่อง และความไม่พร้อมต่าง ๆ มากมาย ตามประสามนุษย์ โมเสสก็ยังคงทำภารกิจของพระเจ้าจนสำเร็จ เป็นเครื่องมือของพระเจ้าอย่างแท้จริง

สำหรับพระเจ้า พระองค์ให้เรารู้จักตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความท้อแท้ใจ สิ้นหวัง หรือ เหนื่อยหน่าย หรือปอดแหก ไม่อยากทำงานของพระองค์ พระองค์ให้เรารู้จักตัวเอง เพื่อเราจะรู้ว่า เราต่ำต้อยแค่ไหน เราต้องพึ่งใคร

เรื่องเล่า  ชายหนุ่มอยากเป็นฤษี
วันหนึ่งจึงไปหาอธิการ ขออนุญาต อธิการบอกว่า “อยากสมัครเข้าคณะของเรา ก็ดี กลับไปบ้านเตรียมตัว ปีหน้ามาใหม่นะ” พอครบปี หนุ่มคนนี้กลับมาใหม่ อธิการถามว่า “ตลอด 1 ปี เจ้าได้ทำอะไรบ้าง” ชายหนุ่มตอบว่า “ตลอดปีที่ผ่านมา ผมได้เลี้ยงนกไว้ 2 ตัว” อธิการตกใจ “อะไรนะ เลี้ยงนก.. อะไรจะมาบวช จะมาเลี้ยงนกด้วยหรือ..ไป ๆๆ”  ชายหนุ่ม เดี๋ยวครับคุณพ่อฟังผมก่อน ผมเหนื่อยกับการเลี้ยงนกสองตัวนี้ทั้งวัน นอกจากนก 2 ตัวนี้แล้ว ผมยังเลี้ยงลา 2 ตัว เหนื่อยกับลานี้ไม่ใช่เล่น เพราะบุกเข้าสวนของคนอื่นตลอดเวลา  แล้วยังเลี้ยงงูไว้อีกตัว งูตัวนี้ก็ร้าย เลี้ยงไปโน้นไปนี่ คอยดึงเอาไว้แทบไม่อยู่ และมีม้าอีกตัว ม้าตัวนี้พยศมาก เอาผมลงข้างถนนนับครั้งไม่ได้” พอเล่าจบ อธิการบอกว่า “เลี้ยงแต่สัตว์แบบนี้ เป็นฤษีไม่ได้ อีกหน่อยอารามของฉันก็จะกลายเป็นสวนสัตว์เป็นแน่”  ชายหนุ่มตอบว่า “เปล่าครับ คุณพ่อ ผมจะอธิบายให้ฟัง นก 2 ตัว คือ ตาของผม 2 ลูกไง  ลา 2 ตัว คือ หูทั้งสองข้างของผม งูตัวนั้น ก็คือ ลิ้นของผม  ส่วนม้า ก็คือ ปากของผมเอง ผมเหนื่อยกับสิ่งเหล่านี้ทั้งปีเลย เพราะ ตาชอบดูจัง  หูชอบฟังจัง ลิ้นชอบกินจัง (กินแต่ของดีดี)  อธิการจึงตอบว่า เชิญ..