BLOGGER TEMPLATES AND TWITTER BACKGROUNDS

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

อาทิตย์ใบลาน 2013

บทเทศน์


พี่น้องที่เคารพรัก พระทรมานของพระเยซูเจ้าเริ่มต้นด้วยการที่พระองค์ถูกจับ โดยคำสั่งของบรรดาหัวหน้าสมณะ พร้อมกับผู้อาวุโส ธรรมจารย์ และบรรดาสมาชิกของสภาสูงทุกคน  พวกเขาส่งให้ปิลาต และพระองค์ก็ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการตรึงบนไม้กางเขน ด้วยคำสั่งของปิลาต บรรดาผู้นำทางศาสนา และบรรดาชาวยิว และพระองค์ก็ต้องแบกกางเขนไปตรึงตัวเองที่เนินเขากัลป์วาลิโอ  ที่สุดพระองค์ก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหว จึงสิ้นพระชนม์

หากจะตั้งคำถาม ถามว่า ทำไมพระเยซูเจ้าจึงต้องได้รับการทรมาน ทำไมพระองค์จึงไม่หนี ทำไมพระองค์จึงไม่แสดงปาฏิหาริย์ ทำไมพระองค์จึงไม่เอาตัวรอดเสียก่อน

คำตอบก็คือ ความรักต่อมนุษย์ 

พระองค์ต้องการชี้ให้มนุษย์เห็นว่า บาปนั้นน่ากลัวเพียงไร การตัดขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากเพียงไร  รวมถึงการหันหลัง  การปฏิเสธ การไม่ยอมรับ การเมินเฉยต่อพระเจ้านั้นมันทรมานเพียงไร   แต่ความรักของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่  ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจได้  เกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะหาเหตุผลได้ มนุษย์จึงได้แต่ร้องว่า ทำไม.. ทำไม..  เพราะว่าไม่มีความผิด ไม่มีความบาปใดที่ไม่สามารถให้อภัยได้ในความรักของพระเจ้า

หากเราจะถามอีกว่า มีใครบ้างที่เป็นสาเหตุทำให้พระองค์ได้รับความทรมาน ความเจ็บปวดในครั้งนี้  

คำตอบก็คือ บรรดาผู้ที่เป็นศัตรู  บรรดาผู้ที่ปฏิเสธพระองค์ ผู้ที่คิดจ้องจะทำร้ายพระองค์ 

และที่ทำให้พระองค์เจ็บปวดมากขึ้นก็คือ บรรดาผู้ใกล้ชิดพระองค์ 

โดยเฉพาะผู้เป็นศิษย์ของพระองค์ ยูดาส ขายพระเยซูเจ้า  เปโตร ปฏิเสธพระองค์ 3 ครั้ง รวมถึงบรรดาศิษย์ทุกคนต่างก็พากันวิ่งหนีพระองค์หมดเลย  และที่เจ็บปวดมากกว่านั้นอีกคือ  เราคริสตชน ผู้ชื่อว่าเป็นผู้ที่รักพระเยซูเจ้า ทุกครั้งที่เราทำบาป ทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับพระประสงค์ของพระองค์ นั่นคือ มงกุฎหนาม  การเหยียดหยาม  การดูถูกพระองค์  เหมือนกับที่พระองค์ได้รับจากบรรดาทหาร บรรดาศัตรูของพระองค์  มีคำพูดว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดก็คือ บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด  หรือ บุคคลที่ทำให้เราเจ็บปวดมากที่สุดก็คือ บุคคลที่รักเรา นั่นเอง

พี่น้องที่เคารพรัก พระทรมานของพระเยซูเจ้ามีความหมายต่อชีวิตของเราอย่างไร?

1.       พระองค์ต้องการเป็นพลังแรงใจ เป็นกำลังใจ และเป็นความหวังให้แก่เรามนุษย์ผู้ที่มีความทุกข์ยาก มีความลำบาก มีความกลัว มีความกังวลใจ ว่า ผ่านทางความทุกข์เหล่านี้ เรายังมีความหวัง เรายังจะได้รับความสุข เราจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในพระองค์
2.       พระองค์ต้องการให้เราเห็นถึงพลังแห่งความรักของพระเจ้าอย่างไม่มีเงื่อนไข และพลังนี้ก็เรียกร้องให้เราทุกคนแสดงออกในความรักต่อกันและกัน แม้จะอยู่ในภาวะแห่งความยุ่งยาก ความลำบากในชีวิตก็ตาม เราสามารถรักทุกคนได้เสมอ


วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

เข้าเงียบครูโรงเรียนศรีสงคราม

วันที่ 20 มีนาคม 2013
ได้รับการทาบทาม และถูกเชิญให้ไปเทศน์หรืออบรมครู ที่โรงเรียนศรีสงคราม
1 วัน แต่เทศน์ 2 ช่วง..


มนุษย์ต้องทำงานเพื่อจะได้บรรลุถึงความสมบูรณ์

ในประสบการณ์ชีวิตของเรา เราจะเห็นว่า การทำงานเป็นการทำให้ชีวิตมนุษย์สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น ชายวัยรุ่นขี้เกียจ-ไม่ยอมทำงาน/ ตายายแก่ ๆ ยังออกไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย

พระเยซูเจ้า ก็ต้องทำงาน
เป้าหมาย               คือ          ช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากบาปและความตาย
ภารกิจ                    คือ           ประกาศว่าพระเจ้าทรงเป็นบิดา
                                                ประกาศเรื่องพระอาณาจักรสวรรค์
วิธีการ                    โดย         เทศน์สอน (คำพูด)
                                                เป็นแบบอย่าง  (การกระทำ)
สิ่งที่ทำให้พระเยซูเจ้าทำงานของพระบิดาเจ้าสำเร็จก็คือ
การสำนึกถึงตัวตนของตนเอง นั่นคือ พระเยซูเจ้าสำนึกและตระหนักเสมอว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า
พระเยซูเจ้าทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ เพราะพระองค์ตระหนักเสมอว่า พระองค์ทรงเป็นบุตรของพระเจ้า มีหน้าที่ และความรับผิดชอบ

พระเยซูเจ้าทำงานด้วยความอดทน
พระเยซูเจ้าทำงานด้วยความรับผิดชอบ
พระเยซูเจ้าทำงานด้วยความจริงใจ
พระเยซูเจ้าทำงานด้วยความรัก
พระเยซูเจ้าทำงานด้วยความทุ่มเท

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พระเยซูเจ้าจะทำให้ทุกคนเชื่อว่า พระองค์ทรงเป็นบุตรของพระเจ้า (ทุกคนก็รู้ว่า พระองค์เป็นชาวนาซาเร็ท บ้านเกิดเมืองนอนของพระองค์ บิดามารดาคือ โยเซฟ กับมารีย์)
พระองค์ใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงความคิด และการยอมรับจากผู้คนว่า พระองค์คือ พระเมสสิยาห์ (หรือผู้ช่วยให้รอดพ้น) มีหลายคนยอมรับ และติดตาม แต่ก็มีหลายคนที่ปฏิเสธ
ดังนั้น การทำงานเพื่อปลูกฝังและสร้างจิตสำนึก หรือ สร้างจิตตารมณ์นั้นเป็นเรื่องที่ยาก และต้องใช้เวลา
ที่สุด ผ่านทางความตาย พระองค์นำการกลับคืนชีพมาให้มนุษย์ งานของพระองค์สำเร็จสมบูรณ์ บนไม้กางเขน ผ่านทางงานที่ได้รับมอบหมาย ทำให้พระองค์กลับคืนพระชนมชีพ นั่นคือ ความสมบูรณ์ของชีวิต





ทำไมมนุษย์ต้องทำงาน...  คำตอบก็คือ มนุษย์ต้องทำงานเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
พระศาสนจักรสอนว่า การทำงานเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์บนแผ่นดินนี้ เพราะมนุษย์เป็นพระภาพลักษณ์ของพระเจ้า และมนุษย์เองก็ได้รับมอบหมายจากพระเจ้า พระผู้สร้างให้เป็นผู้ปกครอง และครอบครองโลกนี้ และโดยกระทำตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอันนี้เอง มนุษย์ทุกคนจึงเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงกิจการของพระผู้สร้าง
โดยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ทุกสิ่งที่มีชีวิตย่อมเติบโตเพื่อมุ่งไปสู่ความสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ  เช่น ธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ ย่อมต้องเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวัน เพื่อจะได้สมบูรณ์  จากเมล็ดเล็ก ๆ กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ผลิดอกออกผล เมื่อสมบูรณ์เต็มที่แล้วก็จะต้องตายไป เพื่อให้กำเนินหรือสร้างสิ่งใหม่  มนุษย์เองก็เช่นกัน จากทารก กลายเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ชรา และตายไป สำหรับชาวพุทธ เมื่อตายไปแล้วก็จะรับผลของกรรมดีและกรรมชั่ว เวียนว่าย ตายเกิด ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะบรรลุนิพพาน สำหรับชาวคริสต์ เราเชื่อว่า ชีวิตมนุษย์เป็นเหมือนการเดินทางเพื่อมุ่งไปสู่ความสมบูรณ์ครบครันมากยิ่งขึ้น ในโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์ได้ แต่ชีวิตของเราจะสมบูรณ์ จะครบครันเมื่อเราตายไปแล้ว และมีชีวิตอยู่กับพระเจ้า ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด มีชีวิตเพียงชีวิตเดียวในโลกนี้ และในโลกหน้าก็เป็นชีวิตที่สมบูรณ์มากกว่า
สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ชีวิตมนุษย์พัฒนาและเติบโต ไปสู่ความสมบูรณ์ก็คือ การทำงาน (เป็นสิ่งหนึ่งในหลาย ๆ อย่าง) ทำงานด้วยความเอาใจใส่ และความรับผิดชอบ   
งาน.. ทุกอย่างที่ดี และสุจริต ทุกประเภท เป็นงานที่เสริมสร้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์มากขึ้น เรามีศักดิ์ศรีและคุณค่าเมื่อเราทำงานที่ดี และสุจริต
คนขายปลาส้มในตลาด กับคนที่เป็นราชการ หรือ คนที่เป็นส.ส. กับคนที่ทำงานกรรมกรแบกหาม ทำให้คนมีศักดิ์ศรีและคุณค่าที่เท่าเทียมกัน เสมอกัน แตกต่างตรงที่คนนั้นทำด้วยความรัก ด้วยความจริงใจหรือเปล่าเท่านั้นเอง แต่ในความเป็นจริง ในสังคมไทยของเรา มักจะให้เกียรติคนที่ทำงานดีดี มักจะยกย่องเทิดทูนคนที่เป็นข้าราชการ คนที่มีเงินมีทอง และมักจะดูถูกคนที่ทำงานต่ำต้อย กรรมกร เป็นต้น
สำหรับพระศาสนจักรคาทอลิกสอนว่า คนเป็นผู้ทำงานนั้นมีคุณค่าและศักดิ์ศรีมากกว่า งานหรืออาชีพ ที่คนนั้นกระทำ หมายความว่า พระศาสนจักรสนใจ และให้เกียรติคน มากกว่า งาน ดังนั้น ไม่ว่าเราจะทำงานอะไร เราจะมีอาชีพอะไร เราก็เป็นคนที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี และเราจะไปดูถูก เหยียดหยามคนอื่นไม่ได้ เช่น อาชีพครู จะไปพูดจาดูถูกคนที่เป็นชาวนา คนที่ขายผักในตลาดไม่ได้
ปัญหาของคน กับ งาน ทุกวันนี้ก็คือ
คนมองงานเป็นแค่เรื่องค่าจ้าง หรือค่าตอบแทน คนทำงานต้องการเพียงแค่เงิน และอาหารเท่านั้น ไม่ได้มองถึงการพัฒนาตนเอง ไม่ได้มองถึงความสมบูรณ์ของชีวิต   มนุษย์ทำงานเหมือนกับเครื่องจักร ที่ทำงานตามวาระเวลา ทำงานตามหน้าที่ ทำงานโดยที่ไม่ต้องรับผิดชอบใดใดทั้งสิ้น ทำงานโดยที่ไม่มีความสำนึกในการเป็นเจ้าของ ไม่มีสามัญสำนึก และไม่รู้สึกมีความพึงพอใจกับงานที่ทำ หรือภูมิใจ และไม่เห็นคุณค่าของงานของตนเอง เช่น การเป็นครู  แต่ก่อนครูคือผู้เสียสละ ครูคือแม่พิมพ์ ครูคือผู้ให้ความรู้ และคุณธรรม  แต่ทุกวันนี้ ครู เป็นเพียงอาชีพหนึ่ง ที่กินเงินเดือน และมีสวัสดิการที่ดีเท่านั้น แต่ก่อนคนเป็นครู เพราะอยากจะอุทิศตนเพื่อเด็ก ๆ จะได้อ่านออกเขียนได้ แต่เดี๋ยวนี้ แต่ก่อนครูลำบาก นักเรียนได้ดี แต่เดี๋ยวนี้ ครูสบาย นักเรียนอ่านไม่ได้ เขียนไม่เป็น
และอีกปัญหาหนึ่งก็คือ มนุษย์แสวงหาความ มี มากกว่า การเป็น การมีในที่นี้หมายถึง การครอบครองทางด้านวัตถุ และสิ่งที่เป็นนามธรรม คนเราไม่ว่าเป็นใครก็อยากจะมีกันทั้งนั้น อยากมีเงิน มีทอง อยากมีรถ อยากมีทรัพย์สมบัติ  อยากมีชื่อเสียง อยากมีเกียรติยศ อยากมีหน้ามีตา เป็นต้น แต่หลายคนลืมคิดถึง การเป็นของตนเอง ว่าเราเป็นใคร เราเป็นอะไร เช่น เราเป็นคน เราเป็นครู หน้าที่และความรับผิดชอบก็คือ การสอน ให้ความรู้ คุณธรรมแก่นักเรียน  หลายคนขาย ความเป็นเพื่อจะได้มาซึ่ง การมี ถือว่าเป็นเรื่องตกต่ำ และน่าอับอายสิ้นดี บางคนขายจิตวิญญาณของครู เพื่อแลกกับเงินเดือนสูง หรือ แลกกับความสะดวกสบายเท่านั้น..
การมีมาก หากไม่ได้ช่วยให้เราสามารถพัฒนาความเป็นคนของเราให้สมบูรณ์มากขึ้นได้ การมีนั้น ก็เป็นสิ่งไร้ค่า เช่น มีเงิน มีความร่ำรวย มีหน้ามีตาในสังคม แต่การมีสิ่งเหล่านี้ มาจาก การเอารัดเอาเปรียบ หรือ การมีนี้ทำให้เราไม่สามารถที่จะแบ่งปัน ช่วยเหลือคนอื่นได้ละก็ การมีความร่ำรวยก็เป็นสิ่งไร้คุณค่า

สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2
ได้ตรัสถึงการทำงานของมนุษย์ใน พระสมณสาสน์เรื่องการทำงาน (Laborem Exercens) ว่า
1.       มนุษย์เป็นผู้ทำงาน (ข้อ 6) การทำงานเป็นเครื่องหมายเฉพาะของคนและความเป็นมนุษย์ มนุษย์ถูกกำหนดให้ทำงาน งานเป็นสิ่งที่ดี และมีค่าสำหรับมนุษย์ กล่าวคือเป็นสิ่งตอบสนองต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์ รวมทั้งทำให้ศักดิ์ศรีเพิ่มขึ้น (ข้อ 9) การทำงานหมายถึงกิจกรรมทุกชนิดที่กระทำโดยมนุษย์ การทำงานเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์โดยธรรมชาติ พระองค์ยังตรัสอีกว่า พระศาสนจักรมีบทบาทและหน้าที่เรียกร้องให้ทุกคนคำนึงถึงศักดิ์ศรีและสิทธิของทุกคนที่ทำงาน ทั้งยั้งมีหน้าที่ประณามสถานการณ์ซึ่งละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษย์และช่วยชี้แนะให้มีการพัฒนาที่แท้จริงให้แก่มนุษย์และสังคม
2.       การทำงานเป็นศักดิ์ศรีของบุคคล
พระประสงค์ดั้งเดิมของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ ผู้ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นมาตามภาพลักษณ์ของพระองค์ไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลง นั่นคือ ให้มนุษย์ปกครองดูแลแผ่นดิน การทำงานเป็นวิธีการที่มนุษย์ดูแลโลกอย่างเหมาะสม ในการที่มนุษย์เป็นนายเหนือแผ่นดิน
คนทำงานต้องประสบความยากลำบาก แต่การทำงานก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับมนุษย์ หรืออีกนัยหนึ่งคือเนื่องจากการทำงานต้องประสบความยากลำบากจึงเป็นสิ่งที่ดีสำหรับมนุษย์
การทำงานเป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อเกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์และทำให้ศักดิ์ศรีนั้นเพิ่มขึ้น อาศัยการทำงานนี้เอง มนุษย์ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้สอดคล้องกับความต้องการของตนเท่านั้น แต่มนุษย์ยังได้พัฒนาเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น หรืออีกนัยหนึ่ง มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น

สรุปก็คือ
การทำงานเป็นการส่งเสริมคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์
การทำงานเป็นการพัฒนามนุษย์ให้มุ่งสู่ความสมบูรณ์ครบครันมากยิ่งขึ้น
การทำงานก่อให้เกิดความดีส่วนตัวและความดีของส่วนรวม
การทำงานเป็นการพึ่งพาอาศัยกันและกัน


วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

อาทิตย์ 4 เทศกาลมหาพรต ปี c


บทเทศน์


ภาพจาก ฝาแก้บาป ที่ Basilica di San Giovanni in Laterano


พี่น้องที่เคารพรัก เราอยู่ในเทศกาลมหาพรตซึ่งอาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์ที่ 4 แล้ว อีกไม่กี่อาทิตย์เราก็จะเข้าสู่การเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่สำหรับคริสตชนก็คือ ปัสกา การกลับคืนพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า ในแต่ละสัปดาห์ พระศาสนจักรได้จัดเตรียมเส้นทางให้เราคริสตชนเพื่อการเดินทางมุ่งสู่ปัสกาของพระเยซูเจ้า ผ่านทางพระวาจาของพระองค์ ในบูชาขอบพระคุณ

พระวาจาของพระเจ้าในสัปดาห์นี้ เราได้ยิน ได้ฟัง และได้เห็น ได้เข้าใจถึงความรักของพระเจ้า ผู้ซึ่งเป็นบิดา การกลับมาของลูกชายที่เสเพล รวมถึงความใจแคบของลูกชายคนโตที่อยู่กับบิดาด้วย

ครอบครัวคริสตชน เป็นมีความแตกต่างจากครอบครัวอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะชีวิตคริสตชนของเราอยู่ในพระหรรษทานและการดูแล ความคุ้มครองจากพระเจ้า ครอบครัวของคริสตชนถือเป็นเสมือนพระพรของพระเจ้า และเป็นของขวัญของพระเจ้าที่มอบให้แก่โลก

การดำเนินชีวิตของผู้ที่เป็นพ่อแม่ เป็นการสะท้อนความรักของพระเจ้าที่มีต่อกัน ความรักที่แบ่งปัน ความรักที่เสียสละ ความรักที่มอบตนเองทั้งครบให้แก่กันและกัน สำหรับบุตรก็เช่นกัน เป็นพระพรของพระเจ้าที่มอบเป็นของขวัญให้กับครอบครัว

ชีวิตของบุตร เป็นชีวิตที่ซึมซับ และเรียนรู้ความเป็นพ่อ ความเป็นแม่ เรียนรู้คุณธรรมจริยธรรม คุณงามความดี และความเชื่อความศรัทธาต่อพระเจ้าจากผู้ที่เป็นพ่อและแม่ ดังนั้น บุตรจึงเป็นเสมือนภาพแห่งความรักอันแท้จริงของพ่อและแม่ ภาพแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันของครอบครัว

พระวรสาร ได้พูดถึงครอบครัวหนึ่ง ซึ่งครอบครัวนี้ มีเพียงพ่อและลูกชายสองคน อาศัยและดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกัน สามพ่อลูกอยู่ด้วยกันในความรัก

ลักษณะของบิดาในเรื่องนี้ เป็นเสมือนตัวแทนของพ่อแม่ เป็นลักษณะแห่งความใจดี และความรักต่อบุตรอย่างชนิดที่เปรียบไม่ได้ ใจดี และเมตตาต่อบุตรของตนเอง

เราจะเห็นได้จากการกระทำของบิดาที่มอบทรัพย์สมบัติให้กับลูกชายคนเล็ก คงจะเป็นวัยรุ่น กำลังใจร้อน อยากจะใช้อิสระ อยากจะมีชีวิตส่วนตัว เมื่อลูกขอส่วนแบ่งก่อนเวลา พ่อก็ไม่ได้พูดหรือบ่นว่าอะไร พ่อก็ทำตามใจของลูกชายคนเล็ก

เราจะเห็นได้อีกเมื่อลูกชายคนเล็กกลับมาแบบหมดตัว แทนที่จะตำหนิ ดุด่า หรือลงโทษ แต่สิ่งที่บิดาทำก็คือ การเข้าไปสวมกอด ต้อนรับลูก มีความชื่นชมยินดีกับลูก ดีใจที่ลูกยังมีชีวิตอยู่ ดีใจที่ลูกกลับมาบ้าน เพราะผู้เป็นบิดารอคอย และเฝ้ารอลูกชายอยู่เสมอ

นี่คือความใจดีของบิดา นี่คือความรักที่บิดามีต่อลูกชายของตนเอง

ลักษณะของลูกชายคนเล็ก เป็นตัวแทนของลูกที่ไม่ยอมเชื่อฟังพ่อแม่ เป็นตัวแทนของลูกที่ทำตามแต่ใจของตนเอง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง กระทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกต้องและดี ทั้ง ๆ ที่ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน เป็นลักษณะของลูกชายที่ดื้อรั้น อยากเป็นอิสระจากครอบครัว อยากออกจากครอบครัว เพื่อไปเที่ยวเตร่ แต่ผลสุดท้ายสิ่งที่ลูกชายคนเล็กทำก็ให้ผลที่ทำร้ายตนเองอย่างมหันต์ ตัวเองหมดเนื้อหมดตัว ไม่มีที่ไป ไม่มีใครต้อนรับ ต้องทนทุกข์ ต้องทรมาน อดมื้อกินมื้อ อยู่ในสภาพที่น่าสังเวช (สมน้ำหน้า เพราะเลือกเอง) ในที่สุด ลูกชายคนเล็กคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว คิดถึงพ่อ คิดถึงความรัก ความใจดีที่พ่อมอบให้ จึงสำนึกผิดและกลับไปหาพ่อ สำนึกถึงความรักและกลับใจ เปลี่ยนวิถีทางการดำเนินชีวิต เพื่อการเริ่มต้นชีวิตใหม่  (ชีวิตจริงของเรา เป็นแบบนี้ไหม? จะมีสักกี่คนที่สำนึกผิด และกลับบ้าน จะมีสักกี่คนที่มีเวลาและมีโอกาสที่จะกลับใจ ที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง จะมีสักกี่คนที่จะได้รับโอกาสแบบนี้ กลับใจทันเวลา เปลี่ยนแปลงทันเวลา บางคนกลับใจตอนพ่อแม่ตาย บางคนต้องรอให้พ่อแม่เจ็บป่วยหนักก่อนถึงจะกลับใจ)

ส่วนลูกชายคนโต เป็นผู้ที่อยู่กับพ่อ มีชีวิตอยู่กับพ่อ อยู่กลับครอบครัว เลี้ยงดูพ่อเสมอมา น่าแปลกใจที่ว่า ลูกชายคนโตอยู่กับพ่อ แต่ไม่ได้ซึมซับความใจดี ความเมตตา ความใจกว้างของบิดาเลย จะเห็นได้จากเมื่อน้องชายกลับมา พ่อดีใจ และชื่นชมยินดี ส่วนพี่ชายคนโตกลับโกรธ และเคียดแค้น ไม่ยอมเข้าบ้าน ไม่ยอมให้อภัยน้องชายของตนเอง ไม่เปิดใจต้อนรับน้องชายของตน ทั้ง ๆ ที่อยู่กับพ่อเสมอและตลอดมา ทุกสิ่งที่พ่อมีก็เป็นของลูก (ในทรัพย์สมบัติ) แต่ในเรื่องคุณธรรมแล้วลูกชายคนโตไม่ได้รับอะไรเลย

นี่คือ ลักษณะของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งสะท้อนความจริงของครอบครัวของเราทุกวันนี้ บิดามารดากับบรรดาลูก ๆ ไม่ลงรอยกัน บิดามารดาไม่เป็นแบบอย่างแก่ลูก ๆ ในการดำเนินชีวิต ลูก ๆ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ลูก ๆ ไม่สนใจที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ ลูก ๆ ปล่อยปละละเลยพ่อแม่ เพราะพ่อแม่และลูก ๆ ต่างคนต่างทำตามใจของตนเอง ไม่สนใจ ไม่เห็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

พ่อแม่ จะต้องใจดี ให้อภัยเสมอ ไม่ว่าลูกจะทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก จะทำผิดต่อครอบครัวมากมายก็ตาม หรือจะทำให้ครอบครัวเดือดร้อนก็ตาม พ่อแม่จะต้องใจดี พร้อมที่จะช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ลูก มุ่งไปสู่ความดี เสมอ
ลูก ๆ ก็ต้องตระหนักว่า เราเป็นของขวัญที่มีค่าเสมอของครอบครัว สิ่งที่ทำให้พ่อแม่ดีใจก็คือ การกลับมาบ้าน หมายถึง การอยู่ด้วยกัน หมายถึงการเชื่อฟัง เคารพและรัก ให้เกียรติพ่อแม่เสมอ