BLOGGER TEMPLATES AND TWITTER BACKGROUNDS �

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2563

วันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 22 เทศกาลธรรมดาปี A

 บทเทศน์



พระเยซูเจ้าทรงตรัสว่า  

1. พระองค์จะรับทรมานจากผู้อาวุโส หัวหน้าสมณะ และธรรมาจารย์

2. พระองค์จะถูกประหารชีวิต

3. พระองค์จะกลับคืนชีพในวันที่สาม


เปโตร ทัดทาน

1. เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นกับพระองค์

2. ยืนยันอย่างแน่นอน


พระเยซูเจ้า เตือนสติ

1. เจ้าถอยไปข้างหลัง

2. เจ้าเป็นเครื่องกีดขวาง

3. เจ้าไม่คิดอย่างพระเจ้า

4. เจ้าคิดอย่างมนุษย์


พระเยซูเจ้า เชื้อเชิญและท้าทาย

1. ถ้าอยากตามเรา จงเลิกคิดถึงตนเอง

2. ถ้าอยากตามเรา จงแบกไม้กางเขนของตน

3. ถ้าอยากตาม จงตามเรามา


นี่คือรูปแบบชีวิตของพระเยซูเจ้า พระเจ้าต้องการจะบอกกับเราคริสตชนทุกคนว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอด พระองค์เสด็จมาก็เพื่อช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น ในแผนการของพระองค์  พระองค์วางแผนการช่วยไว้นั่นคือ ส่งพระบุตรลงมาบังเกิด และนำมนุษย์ไปพบพระองค์

ดูเหมือนว่า หนทางที่พระเยซูเจ้าทรงทำนั้น เป็นหนทางที่เข้าใจยากมาก ตามประสามนุษย์ พระเยซูเจ้าเป็นพระผู้ช่วยจะรับทรมานได้อย่างไร? พระเจ้าจะตายได้อย่างไร? พระเจ้าจะกลับคืนชีพเป็นไปได้อย่างไร?


มนุษย์มองไม่เห็นถึงแผนการที่จะเกิดขึ้น จึงพูดและทำตามสิ่งที่ตนเองเข้าใจ เปโตรทัดทานพระเยซูเจ้าว่า จะไม่ได้เกิดขึ้น จะปกป้องพระองค์ พระองค์จะต้องอยู่ช่วยมนุษย์ให้รอดพ้น เขาเข้าใจในวิถีของตนเอง ตามขอบเขตของมนุษย์


เรามักจะมองเช่นนี้ ไม่เข้าใจพระเจ้า ไม่เข้าใจวิธีการและหนทางของพระองค์ เมื่อไม่เข้าใจจึงดำเนินชีวิตตามหนทางของตนเอง ตามใจตนเอง ความวุ่นวาย ความสับสนจึงเกิดขึ้น


จึงเป็นการดีที่เราจะแสวงหาความเข้าใจในพระประสงค์ของพระเจ้า เข้าใจในแผนการของพระเจ้าในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในความทุกข์ยาก ปัญหา อุปสรรคในการดำเนินชีวิต หรือแม้แต่ความลำบากภายใน

จึงเป็นการถูกต้องที่เราจะต้องมองดูพระเจ้า มองดูวิธีของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของเรา


หากเราทำตามใจตนเอง ก็เท่ากับว่า เรากำลังขัดขวางแผนการของพระเจ้า เหมือนกับเปโตรขัดขวางว่าจะไม่ให้พระเยซูเจ้าประสบเช่นนี้แน่นอน 

หากเราทำตามใจตนเอง ก็เท่ากับว่า เราไม่ได้ติดตามพระเยซูเจ้า ที่พระองค์บอกให้เราแบกไม้กางเขน เลิกคิดถึงตัวเอง และให้ตามพระองค์ 


หากเราทำตามใจตัวเอง พระเยซูเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องมาไถ่บาป ไม่จำเป็นต้องมาช่วยเราให้รอดพ้น เพราะการทำตามใจตัวเองนี่แหละ ที่ทำให้เราจมอยู่ ยึดติด และจุ่มตัวเองในความไม่ถูกต้อง


จงฟื้นฟูความคิดขึ้นใหม่ เพื่อจะได้วินิฉัยว่า สิ่งใดเป็นพระประสงค์ สิ่งใดดี สิ่งใดเป็นที่พอพระทัย


วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สมโภชพระวรกายและพรโลหิตของพระคริสตเจ้า 2020


สมโภชศีลมหาสนิท





ภาพจากพิพิธภัณฑ์มหาวิหารลาเตรัน กรุงโรม อิตาลี ปี 2010


พี่น้องที่รัก สิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ที่เป็นสัตสังคม ที่เป็นชุมชน ที่เป็นหมู่คณะก็คือ ความเป็นหนึ่งเดียว
ในกลุ่มเล็กๆ ที่สุดของความเป็นหมู่คณะ ที่เราเรียกว่า ครอบครัว ก็ยังต้องการความเป็นหนึ่งเดียวกัน
"ความเป็นหนึ่งเดียวกัน" จึงเป็นเสมือนคำพูดที่มีความหมายและในทางปฏิบัติเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก
ครอบครัวใด สังคมใด ชุมชนใด ประเทศชาติใด มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็เท่ากับความเจริญรุ่งเรือง

เมื่อแรกเริ่ม พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อให้มนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ สิ่งสร้างเป็นหนึ่งเดียวกับ
พระผู้สร้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม สิ่งสร้างแยกตนเองออกจากผู้สร้าง เสมือนลูกที่พยายามแยก
ตัวเองออกจากครอบครัว หนีจากพ่อแม่

แต่ความเป็นหนึ่งเดียวของพระผู้สร้างกับสิ่งสร้างยังคงฝังลงในแก่นแท้ของสิ่งสร้าง..

พระเจ้าทรงพระบุตรมารับสภาพมนุษย์ เป็นสิ่งสร้างใหม่ที่มีพื้นฐานอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า
และทรงสอนมนุษย์ให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระผู้สร้างด้วย เพื่อมนุษย์จะได้รอดพ้น

"กิ่งก้านใด ไม่ติดกับลำต้น ก็จะเหี่ยวแห้งไป"  "หากปราศจากเรา ท่านไม่สามารถทำอะไรได้เลย"

พระเยซูเจ้าให้เครื่องหมาย เพื่อแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าและความเป็นหนึ่งเดียว
ในหมู่มนุษย์ นั่นคือ "ศีลมหาสนิท" 

พระองค์ตรัส จงทำดังนี้เพื่อระลึกถึงเรา..

การรับศีลมหาสนิทจึงเป็นเสมือนการเริ่มต้น และหล่อเลี้ยงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า พระองค์จะทำให้เรากลายเป็นเสมือนสิ่งสร้างใหม่ของพระองค์

ศีลหาสนิท จึงกลายเป็น ศีลแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง

หนทางที่ทำให้เราเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า

1. การรับศีลมหาสนิท

2. การฟังเสียงของพระเจ้า

3. การปฏิบัติตามบทบัญญัติ

4. การภาวนา

5. การรักกันและกัน



วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563

15 ปี ชีวิตสงฆ์


15 ปี ชีวิตสงฆ์

4 มิถุนายน 2005 - 4 มิถุนายน 2020









นั่งรำพึงถึงชีวิตสงฆ์

1.      พระสงฆ์เป็นอัครสาวกยุคปัจจุบัน ที่ต้องทำหน้าที่เหมือนอัครสาวกในการประกาศข่าวดี

2.      พระสงฆ์ได้รับการเรียกจากพระเจ้าและตอบรับการเรียก

3.      พระสงฆ์ตอบรับการเรียกของพระเจ้าและอุทิศตนเองติดตามกระแสเรียก

4.      พระสงฆ์เป็นมนุษย์ที่ทำหน้าที่ของพระคริสตเจ้า

5.      พระสงฆ์เป็นรูปแบบชีวิตของพระคริสตเจ้า

6.      พระสงฆ์มีชีวิตจิตในความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า

7.      พระสงฆ์สอนในสิ่งที่พระเยซูเจ้าสอน

8.      พระสงฆ์ประกาศในสิ่งที่พระจิตเจ้านำทาง

9.      พระสงฆ์เป็นมือ เป็นใจของพระเยซูเจ้า

10.  พระสงฆ์แห่งพระวาจาและศีลมหาสนิท

11.  พระสงฆ์จำเป็นต้องภาวนาอยู่เสมอ

12.  พระสงฆ์ฟังเสียงของพระเยซูเจ้า

13.  พระสงฆ์ทิ้งน้ำใจตัวเองเพื่อเลือกน้ำพระทัยของพระเจ้า

14.  พระสงฆ์ถือความนบนอบเป็นที่หนึ่งเหมือนพระเยซูเจ้าทรงนบนอบต่อพระบิดา

15. พระสงฆ์เป็นผู้รับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์


คิดไป คิดมา

1.      ความสุขของพระสงฆ์ คือ ความนบนอบและซื่อสัตย์ต่อกระแสเรียกจนตลอดชีวิต

2.      ความสง่างามของพระสงฆ์ คือ ความสุภาพ ความถ่อมตน และใจเมตตา

3.      สมบัติของพระสงฆ์ไม่ใช่เงินทอง สิ่งของภายนอก แต่เป็นการสะสมฤทธิ์กุศล คุณธรรมต่างๆ มากกว่า

4.      แหล่งที่มาแห่งพลังของสงฆ์ คือ พระวาจา ศีลมหาสนิท การภาวนา และการอยู่ท่ามกลางสัตบุรุษ

5.      ตัวตนของพระสงฆ์จะค่อยๆ หมดไปผ่านทางการภาวนา การเลียนแบบชีวิตของพระคริสตเจ้า

6.      การรับใช้ในชีวิตสงฆ์เป็นเหมือนพระพรของพระเจ้าที่ส่งมอบไปยังทุกคนผ่านทางพระสงฆ์